วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

สามก๊ก 4 - 5







" ครองใจราษฏรเป็นฮ่องเต้ได้.....ครองใจฮ่องเต้เป็นเจ้าแคว้นได้.....ครองใจเจ้าแคว้นเป็นได้แค่อำมาตย์ " ชนะใจราษฎร รวบรวมแผ่นดิน "  (สุมาอี้)

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

พระคัมภีร์เก๊ แค่ตำรายา ถูกตัดออกจากมรดกธรรม ลวงประชา



พระคัมภีร์เก๊ แค่ตำรายา ถูกตัดออกจากมรดกธรรม ลวงประชา

คัมภีร์เก๊ คัมภีร์เก๊ แค่ตำรายา มีตาหามีแวว ศิษย์เค้ารู้กันทั่ว เรื่อง  อาจารย์ใหญ่เจ้าสุวรรณโคมคำหยิบผิดให้ตำรายามา อ้างเป็นตุเป็นตะเป็นพระคัมภีร์สุวรรณโคมคำโง่เขลาเบาปัญญาหลงเชื่อกันอยู่ได้ พระคัมภีร์ไม่อยู่กับคนแบบนี้หร๊อกเรื่องแดง ปีก่อนมีศิษย์ที่ชมรมบางคนแอบเปิดดู รู้เป็นตำรายา โดนไล่ออกจากชมรม พระคัมภีร์สุวรรณโคมคำเป็นของประเสริฐ จะมาอยู่กับพวกกาได้อย่างไรได้คัมภีร์วิเศษจริง ชีวิตไม่ตกต่ำ ตัวเรียวไม่ได้เรียนวิชาโหราหื่น ดูลักษณะสีวัยวะเพศ.......อย่างสอนกันที่ชมรมหื่นกามฯ กลัวจะเป็นเหมือนแสนสวาทที่คอยหื่นหอบเที่ยวป้ายสีคนอื่น เคลมศาล เคลมูลนิธิ ชีวิตของปกติดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นแต่ไม่ชอบเห็นคนโป้ปด จำเขียนป้องคนดีมีคุณธรรมศิษย์วงในรู้กันทั่ว เรื่องอาจารย์ใหญ่เจ้าสุวรรณโคมคำมีญาณหยั่งรู้ว่าจะมีศิษย์ทรยศ จึงถ่ายทอดวิชาแค่เศษ ๆ ที่ได้ ๆ ไปไม่ถึงเสี้ยวด้วยซ้ำ เณรถึงวิ่งโล่หาหลวงพ่อดินเป็นเกาะ ตกอับเลยกุเรื่องรอยเท้าสมเด็จสำทับอีกเรื่อง ศิษย์.อ.เทพฯซี้พ่อดิน พูดหมดเปลือกว่าพ่อดินไม่เล่นด้วย เนื่องเห็นเณรเสื่อมซ้ำซาก พ่อบอกไม่รักดี ช่างหัวมันเต๊อะคนระดับล่างอย่างแสนสวาทไม่น่าจะรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วยเพราะเพิ่งเข้ามาใหม่หลังเหตุเกิดเรื่องตำราหนังสือ อาจารย์ใหญ่ไม่ยอมให้ของจริง คิดเองไม่ได้ เลยก๊อปปี้หนังสืออาจารย์ใหญ่เจ้าสุวรรณโคมคำมาทั้งดุ้น ตั้งชื่อ ธัม_เสนาหอยอะไรของเธอน๊ะ บาปกรรม ทำไปได้ แสนสวาทราบมั่งเปล่า เมื่อไรจะหายโง่ซะทีนะ ?
ยังมาตั้งตัวแข่งเป็นปฐมาจารย์เกทับครูบาอาจารย์ ไม่เรียกเนรคุณจะให้เรียกอะไร หน้าไม่อายกะเรื่องมูลนิธินี่เธอช่างแสนรู้ดีทุกเรื่องเลยนะเธอเป็นกรรมการกะเค้ารึไงจ๊ะแม่คุณคนมูลนิธิเองท่าจะรู้ไม่เท่าเธอ ทำไมเธอไม่ไปขอเป็นกรรมการกะเค้าเลยน๊ะ เผื่อเขาจะเห็นเงาหัวเธอบ้างใช่ซิ๊ ใครเขาจะเอาเธอ แค่เห็นหน้าหื่น ๆ ของเธอ ก็ไม่มีใครคุยด้วยแล้วเธอสะเออะไปทุกเรื่องแล้วนะ หัดมีสมบัติผู้ดีมั่ง คนถึงว่า: ยัยคนนี้ อวดดี มั่วที่สุด สุมหัวด่าอาจารย์ใหญ่เจ้าสุวรรณฯร่วมกะเณรของเทอ แขวะวีรสตรีสุวรรณโคมคำตลอด รวมหัวใส่ร้ายมูลนิธิชื่อดัง เพื่อสร้างกระแสก่อนงานไหว้ครูทำไมไม่เลือกใช้วิธีที่มันดีกว่านี้ล่ะแม่คุณก่อนนี้ได้ยินแต่คำเล่าลือ เจอกะตัวถึงรู้ว่า เกินคาดนะเธอเนี่ยสมกว่าคำร่ำลือจริ๊ง ๆ นรกจะหัวเทอไม่ช้านี้ต่อไปกาอยู่ส่วนกา อย่าข้องแวะกะฝูงหงส์ บทเรยาของเธอมันจบแล้ว เงียบได้แล้วเลิกยัดเยียดความโง่เขลาของเธอให้คนอื่นได้แล้วเปลืองตัวกะเทอมาเยอะ พอซะทีกระทู้นี้ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเธอ


บทความคัดลอก

            Realjung .

วีรสตรีแห่งสุวรรณโคมคำ หญิงผู้ปิดทองหลังพระ


วีรสตรีแห่งสุวรรณโคมคำ หญิงผู้ปิดทองหลังพระ
โดย Realjung (นักประพันธ์ฝีปากอมตะ)

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แนวคิดเชิงบริหารแบบโจโฉ



บรรยายโดย ป. รัตตัญญู

สามัคคี คือพลัง


วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โจโฉรำพึง

นอกด่านมีทหารกล้า ยกโยธาปราบเหล่าทมิฬ ชุมพลเริ่มเมิ่งจิน เพราะใจถวิลตรงเสียนหยาง รวมพลังไม่พร้อมมวล เคลือนขบวนรวนเรพลาง โลภโยกใจมัวหมาง ช้ำยังต่างฆ่ากันฟอน น้อมใช้สมญาราช ที่ตรามาตรอยู่อุดร เกาะกรายเเลือดหมัดชอน ราษฎรตายหมื่นพัน กระดูกขาวทั่วถิ่น พันโยชสิ้นเสียงไก่ขัน ราชร้อยรอดหนึ่งครัน ให้นึกพลั่นหวั่น
วิญญา (โจโฉ)


 
 มีคนถามผมว่าดูสามก๊กแล้วชอบใครเป็นพิเศษ ผมตอบอย่างมั่นใจเลยว่า "ไม่ชอบใครเลย" เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบสักคน


วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สามก๊ก 1-3










กลุ่ม รัฐประศาสนศาสตร์ รุ่น 12







อาณาจักรสุวรรณโคมคำ



อาณาจักรสุวรรณโคมคำ : ตามตำนานของบ้านวังพวกราชวงศ์ซึ่งเป็นการอ้างอิงที่สำคัญส่วนหนึ่งของ เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ มีการสืบทอด ตำนานการเกิดขึ้นของอาณาจักรสุวรรณโคมคำ ของรัฐนาคฟ้า (อาณาจักรนาคฟ้า) โดยมีความเกี่ยวข้องกับทั้ง ท้าวพิมพิสาร, เจ้าโพธิสาร และ เจ้าสังหลวัติ กล่าวได้ว่าทั้ง พระองค์นี้ถือเป็นผู้ให้กำเนิดอาณาจักรสุวรรณโคมคำมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อยู่ประการหนึ่งว่า มหาจักรพรรดิท้าวเทวกาลนั้นมีพระราชโอรสและพระราชธิดาเป็นจำนวนมากมาย ทั้งฝ่ายมเหสีเชื้อสายศรีลังกา ตลอดจนพระชายาอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า ๖๐ องค์ เป็นพระราชโอรสร่วมครึ่งหนึ่งในจำนวนทั้งหมด พระราชโอรสและพระราชธิดาเหล่านี้ได้อภิเษกสมรสระหว่างกันเอง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎมณเฑียรบาล จึงต้องออกไปสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยการนำของเจ้าชายสิงหลวัติ ก็เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองของกลุ่มพี่น้องเพื่อปกครองชาวไตยวน ตามบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง (เชียงแสน-เชียงของ) ลุ่มแม่น้ำปิง (เชียงราย) และสุ่มแม่น้ำยม (พะเยา-แพร่, สวรรคโลก สุโขทัย) ได้ก่อกำเนิดเป็นแว่นแคว้นในระยะแรก ๆ โดยเรียกขานกันว่า แคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ ใช้เมืองนาคพันธุสิงหลวัติ (เมืองสวนตาล) เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ ซึ่งปัจจุบันนั้นคือจังหวัดพะเยา ...สันนิษฐานถึงช่วงเวลาของการก่อกำเนิดแว่น แคว้นนี้ประมาณ พ.ศ.๔๑๓ เป็นอย่างเร็วที่สุด กระทั่งช่วงเวลาต่อมาอีกหลาย ๆ ปีได้กลายเป็นอาณาจักรนาคพันธุสิงหลวัติตามตำนานการก่อกำเนิดแคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ (พะเยา) และแคว้น พิมพิสาร (พันพาน) ที่เกี่ยวโยงกับเจ้าพิมพิสาร-เจ้าสิงหลวัติ มีหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่อาจขัดแย้งในรายละเอียดต่าง ๆ แต่ก็เป็นที่ยอมรับถึงความมีอยู่จริง ตำนานทั้งเมืองเหนือและเมืองใต้ก็ไม่ได้มีอะไรขัดกันในประเด็นหลัก ๆ ซึ่ง กล่าวถึงการตั้งต้นก่อกำเนิดแคว้นทั้งสองแห่ง ...จากการตรวจสอบหลักฐานของ เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ ทางตำนานเมืองเหนือได้กล่าวถึงเจ้าพิมพิสารและ เจ้าสิงหลวัติว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน โดยเจ้าพิมพิสารนั้นเป็นพระเชษฐา ส่วนตำนานทางใต้ได้กล่าวถึงเรื่องราวของการก่อกำเนิดของแคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ สรุปความว่าเกิดขึ้นในสมัยมหาจักรพรรดิท้าวทองสิงห์ ซึ่งเจตนาสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นในแถบ ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง เพี่อเชื่อมโยงเส้นทางในทางบกสำหรับการเผยแพร่ศาสนาพุทธสู่ดินแดนสหราชอาณาจักรหนันเจ้า รายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าสิงหลวัติจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตัวอย่างเช่นการ กล่าวถึงใน "ตำนานเรื่องราวก่อกำเนิดทั้งแคว้นพิมพิสารกับแคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ ก็บอกถึงว่าเจ้าพิมพิสารและเจ้าสิงหลวัติ ทั้งสองพระองค์นี้เป็นญาติลูกพี่ลูกน้อง" ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ไปสอดคล้องกับผลงานการค้นคว้าตำนานสิงหลวัติ โยนกชัยบุรีเชียงแสนของ สงวน โชติสุขรัตน์ อ้างอิงได้จากหนังสือเรื่อง "ท้าวฮุ่ง ขุนเจือง วีรบุรุษสองฝั่งโขง ที่จัดพิมพ์ขึ้นมาโดยสำนักพิมพ์มติชน"อาจยังมีอยู่บางหลักฐานที่ยังหาคำตอบเรื่องเจ้าสิงหลวัติ เป็นใคร? และมาจากไหน? ตั้งแต่ข้อสงลัยว่า ถ้ามาจากมืองราคฤห์ แล้วเมืองนี้ตั้งอยู่ที่ใด? มีบางส่วนตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะอยู่แถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน หรืออาจจะเป็นเมืองบางเมืองในอาณาจักรหนันเจ้า แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็เห็นว่าตั้งอยู่ที่ "ราชบุรี"อย่างไรก็ตามหลักฐานที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน คงระบุว่า "เจ้าชายสิงหลวัตินั้นเป็นพระราชโอรสของมหาจักรพรรดิท้าวเทวกาล ซึ่งเป็นพระราชโอรสของมหามหาจักรพรรดิท้าวทองสิงห์แต่พระองค์มีพระราชมารดาเป็นสายราชวงศ์ศรีลังกา รวมทั้งมเหสีของเจ้าชายสิงหลวัติก็ยังเป็นราชวงศ์ศรีลังกา (ลังกาวงศ์) ด้วยเช่นกัน

เมื่อมิได้เป็นสายราชวงศ์ขอมหรือเชื้อสายเจ้าอ้ายไต ตามกฎมณเฑียรบาล จึงทำให้พระโอรสทุกพระองค์ของเจ้าชายสิงหลวัติไม่มีสิทธิในการสืบทอดราชสมบัติ ของสหราชอาณาจักรเทียน ....นี้เป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่า "เจ้าชายพิมพิสาร ซึ่งเป็นพระญาติลูกพี่ลูกน้องและเป็นพระราชโอรสของท้าวสิงห์พิมพ์ได้กลายเป็นผู้ รับสืบทอดตำแหน่งมหาจักรพรรดิของสหราชอาณาจักรเทียนในช่วงเวลาต่อมา..."

ระยะเวลาเดียวกันนี้ก็เกิดปัญหาของชนชาติอ้ายไตในดินแดนหนันเจ้า ทั้ง แคว้นเสี่ยงให้ (เซี่ยงไฮ้ หรือ แคว้นอู๋) รวมทั้ง อาณาจักรหนานจ้วงหรือไตจ้วง (กวางตุ้ง, กวางสี, ตาเกี๋ย) ถูกกองทัพจีนเข้าทำการยึดครอง ...การอพยพของกลุ่ม เชื้อสายอ้ายไตที่หลบภัยสงครามเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนลุ่มแม่นํ้าโขง, แม่น้ำยม, แม่น้ำอิง ซึ่งเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักรเทียน ...ตรงนี้น่าจะเป็นอีกเหตุผล ของการสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ เพิ่มขั้นเพื่อรองรับประชาชนกรผู้อพยพเชื้อ สายบรรพบุรุษเดียวกัน ตลอดจนบริเวณดังกล่าวก็ยังไม่มีผู้ปกครองที่จะดูแลความเป็นไปและความสงบเรียบร้อยต่าง ?

ต่อช่วงจากสมัยมหาจักรพรรดิท้าวทองสิงห์ ก็เข้าสู่สมัยของหาจักรพรรดิ ท้าวเทวกาล ซึ่งเกิดเหตุการณ์ใน พ.ศ.๔๓๒-๔๓๕ ทางฝ่ายสหราชอาณาจักรหนัน เจ้า ถูกรุกหนักด้วยกองทัพใหญ่ของจีน สงครามมีความรุนแรงถึงชั้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนชาติอ้ายไตที่เป็นชาวพุทธก็อพยพเคลื่อนย้ายสู่สหราชอาณาจักรเทียน เป็นอีกระลอกใหญ่ทีเดียว ..ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันมุ่งเข้าไปตั้งรกรากอยู่ในแคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ (พะเยา) มีบางส่วนที่ต่อแพล่องตามแม่น้ำโขงไปยังดินแดนอาณาจักรคามลังกา ส่วนพวกอพยพด้วยเรือสำเภาจะมุ่งไปยังอาณาจักรชวาทวีป (ปักษ์ใต้ตอนบน)

มหาจักรพรรดิท้าวเทวกาลได้ทรงมีพระราชบัญชา ให้ท้าวพิมพิสารไปรับภารกิจเพื่อรวบรวมบรรดาผู้อพยพที่มาโดยสำเภา เข้าไปในอาณาจักรชวาทวีป ให้รวมสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นมาเพิ่มเติมบริเวณภาคใต้ตอนบนในปัจจุบัน ซึ่งได้เกิดแว่นแคว้นขึ้นหลายแห่ง เช่น แคว้นโพธิสาร (พุนพิน) แคว้นพินธุสาร (ชุมพร) และ แคว้นพันธุสาร (หลังสวน)

พร้อมกันนั้นเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นโอรสของ "ท้าวพิมพิสาร" ก็ถูกมอบหมายให้เข้าไปช่วยเหลือผู้อพยพกลุ่มใหญ่ที่สุดในอาณาจักรคามลังก แล้วดำเนินการเคลื่อนย้ายต่อไปยังดินแดนลุ่มแม่น้ำอิง, แม่น้ำยมและแม่น้ำโขง สร้างเป็นอาณาจักรขึ้นเรียกว่า อาณาจักรสุวรรณโคมคำ

จิตร ภูมิศักดิ์ เคยค้นคว้าตำนานสิงหลวัติ ก็เคยกล่าวถึงเรื่องราวของการอพยพเหล่านี้ ระบุว่า "มีพวกกรอม (ขอม) จากนครอินทปัต (เมืองหลวงของอาณาจักรคามลังกา) ได้อพยพครอบครัวเข้าไปสมทบถึงวันละ ๒,๐๐๐ ครอบครัว มิได้ขาด ตลอดช่วงเวลาถึง ๓ ปี เป็นผู้คนกว่าแสนครอบครัว"

เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ ได้ประมวลผลข้อมูลจากหลักฐานต่าง ๆ แล้ว สรุปว่า "อาณาจักรสุวรรณโคมคำ น่าจะถูกสร้างขึ้นมาประมาณ พ.ศ.๔๓๒-๔๓๕ สืบเนื่องจากผลของผู้อพยพหลบภัยสงครามจากหนันเจ้าเข้ามาสู่สุวรณกูมิ โดยมีศูนย์ กลางอำนาจรัฐในช่วงแรกๆอยู่ที่แคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ (พะเยา)..."

อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ประกอบไปด้วยแว่นแคว้นดังต่อไปนี้ คือ แคว้นนาคพันธุสิงหลวัติ (พะเยาหรือเมืองสวนตาล), แคว้นสุวรรณคำหลวง (เชียงแสน), แคว้นนาคอง (เชียงราย), แคว้นตุมวาง (แพร่) โดยมีมหาราชาสิงหลวัติ เป็นผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้เป็นรัชสมัยที่หนึ่ง

อาณาจักรสุวรรณโคมคำที่ได้รับนามเช่นนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้กล่าวถึงสาเหตุซึ่งเรียกชื่อเช่นนี้ว่า "...เพราะมีการตั้งเสาโคมทอง แขวนโคมบูชาพระพุทธเจ้า ไว้ที่ท่าน้ำริมแม่น้ำโขงไปทั่วเมือง" ...ส่วนในงานค้นคว้าของเสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ เขาได้กล่าวว่า "...ที่เรียกชื่ออาณาจักรสุวรรณโคมคำ เพราะมหาจักรพรรดิท้าวเทวกาลรับสั่งให้ผู้อพยพได้สร้างเป็นโคมคำเพื่อไวใช้จุดเทียนไว้ในภายโคมคำนั้นเมื่อถึงยามพลบค่ำ เป็นการร่วมสวดมนต์อุทิศแผ่ส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของชาวพุทธ ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวอ้ายไตที่ถูกกองทัพจีนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์..."ทุก ๆ บ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง,ลุ่มแม่น้ำอิงและลุ่มแม่น้ำยม จึงมีการจุดโคมคำเอาไว้ทุก ๆ บ้าน ยังอาจถือเป็นการปลุกเร้า สร้างกระแสความรักชาติของชาวอ้ายไตเพี่อหวังให้ลุกขึ้นต่อสู้กอบกู้อธิปไตยและดินแดนของ ตนกลับคืนมา...ต่อมาอาณาจักรสุวรรณโคมคำ ก็ได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ริมแม่น้ำโขง เรียกว่า เมืองสุวรรณคำหลวง(เชียงแสน)...อาณาจักรแห่งนี้ถือเป็นฐานสำคัญมี บทบาทเผยแพร่พุทธศาสนาสายเถรวาทเข้าสู่แว่นแคว้นหลายแห่งของสหราชอาณา จักรหนันเจ้าและดินแดนจีนโดยใช้เส้นทางบกในกิจกรรมนี้... อาณาจักรสุวรรณโคมคำ กลายเป็นหลังอิงของพวกอ้ายไตในงานกู้ชาติ....
 
 

สำหรับเจ้าโพธิสาร เมื่อได้ร่วมสร้างอาณาจักรสุวรรณโคมคำขึ้นมาใน
รัฐนาคฟ้า ภารกิจเสร็จสิ้น ก็ได้เสด็จกลับคืนไปสู่แว่นแคว้นทางใต้ ทั้งแคว้น
โพริสาร, แคว้นพินธุสารและแคว้นพันธุสารในอาณาจักรชวาทีป

 
 คัดลอก
http://www.usakanae.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539357805

เรื่องเล่าพยานาค....

พญานาค เป็นราชาแห่งงู จัดเป็นเดรัจฉานด้วย เพราะมีลำตัวไปทางขวางและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แต่ก็จัดอยู่ฝ่ายสุคติภูมิ อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พญานาคเลื้อยไปด้วยอกไม่เหมือนงูทั่วไป จะชูคอตลอด ต้องอ้าปากตลอดเพราะร้อนจากภายในด้วยวิบากกรรม มีพิษที่ เขี้ยว ผิวกาย ลมหายใจ และพิษที่ตา แปลงร่างได้ แต่ต้องกลับคืนเป็นพญานาคเมื่อเกิด ลอกคราบ เสพสังวาสกันนาคด้วยกัน นอนหลับ ตายตำนานของพญานาคที่เกี่ยวกับพระโพธิ์สัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาาสัมพุทธเจ้าสมัยที่ยังบำเบ็ญบารมีขณะที่เป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ก็เคยลงมาเสวยพระชาติเป็นพญาคในชาติที่เกิดเป็นภูริทัตต์ในพระชาติที่ ๖ ในทศชาติชาดก เรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญศีลบารมี คือการารักษาศีล . มีเรื่องเล่าว่า ภูริทัตตนาคราชไปจำศีลอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา. ยอมอดทนให้หมองูจับไปทรมานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่สามารถจะทำลายหมองูได้ด้วยฤทธิ์ มีใจตั้งมั่นต่อศีลของตนยอมทรมานยอมตัวตายดีกว่าให้ศีลที่ตั้งใจรักษาไว้ขาด ในที่สุดก็ได้อิสรภาพ.
เรื่องของพญานาคในสมัยพุทธกาล ก็มีอยู่ในครั้งที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกจะเสด็จขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก สววรค์ชั้นดาวดึงค์ มีพญานาคผู้ทรงฤทธิ์ตนหนึ่งชื่อ นันโทปนันทนาคราช ได้แผ่พังพานกางกั้นไม่ให้พระพุทธองค์ขึ้นไป พระพุทธเจ้าทรงให้พระมหาโมคคัลลาน์อัครสาวกผู้มากด้วยฤทธิ์ไปปราบลงได้ และได้รับการลงโทษให้เป็นนาคธรรมบาล หรือนาคพิทักษณ์พระพุทธศาสนา ตามที่เห็นเป็นบันใดนาคตามวัดต่างๆ และยังเป็นที่มาของหนึ่งในบทสวดพาหุึงฯที่ขึ้นต้นด้วย " นันโทป..."
ภูมิหลักพญานาคจะอยู่เมืองบาดาล หรือใต้พิภพ เป็นภูมิที่เกี่ยวข้องกับน้ำเป็นส่วนใหญ่ เป็มอีกมิติหนึ่ง ผู้ที่มีทิพย์จักษุญานหรือผู้ที่ทรงอภิญญาเท่านั้นที่สามารถจะเห็นและรู้ได้ และมีมิติซ้อนที่เชื่อมอยู่กับโลกมนุษย์ในสถานที่ต่างๆเช่นแม่น้ำโขง ทะเลสาบ แำหล่งน้ำสำคัญ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆี
พญานาคจะมีดวงแก้วคู่บารมีซึ่งอยู่ที่คอ จะบังเกิดด้วยบุญของตนสามารถเนรมิต อาหารทิพย์ ของทิพย์ต่าง ๆ ได้ พญานาคเมื่อปรากฎกายให้มนุษย์ทั่วไป เห็นอาจจะเป็นในลักษณะของงูขนาดใหญ่ จะแสดงกายทิพย์หรือกายที่แท้จริงให้ผู้ที่มีทิพย์จักษุญาน ผู้ทรงคุณธรรมวิเศษ หรือพระอริยเจ้าเท่านั้น คนธรรมดาที่ไม่รักษาศีลจะไม่สามารถเห็นพญานาคในกายทิพย์ของเขาได้เว้นแต่มีเหตุจำเป็นบางประการ
พญานาคมีอยู่ตั้งแต่สวรรค์ชั้น จตุมหาราชิกา จนถึงพื้นมนุษย์บ แล้วก็มีอยู่ ทั่วโลก เคยมีคนเป็น พญานาคตระกูลกัณหาโคตมะ
(ผิวสีดำ)ที่ตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ แม่น้ำสายหนึ่งของเมือง เซลยู (Seljord)ด้วยนะครับ
ชาวเมืองแถวนั้นก็เคยเห็นกัน แต่พญานาคใต้บาดาลแถบนั้น มีจำนวนไม่มากนัก คือ น้อยกว่าแม่น้ำโขง ,
มีอายุไม่ยืน เท่าที่แม่น้ำโขงด้วยแค่ 200 กว่าปีเอง (อายุของนาคแต่ละประเภทไม่เท่ากัน)


พญานาคแบ่ง ออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ คือ

พญานาคตระกูลสีทอง

ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง

พญานาค
ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว
ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง
และตระกูลกัณหาโคตมะ พญานาคตระกูลสีดำ

นอกจากนี้พญานาคยังแยกกลุ่มได้อีกหลายกลุ่มตามภูมิประเทศต่างๆ

**พญานาคเกิดได้ทั้ง 4 แบบ คือ
แบบโอปปาติกะเกิดแล้วโตทันที
แบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งหมักหมม
แบบชลาพุชะเกิดจากครรภ์
แบบอัณฑชะเกิดจากฟองไข่
พญานาคชั้นสูงเกิดแบบโอปปาติกะ เป็นชนชั้นปกครอง ที่อยู่ของพญานาคมีตั้งแต่ในแม่น้ำ หนอง คลอง บึงต่างๆ
ในอากาศ จนไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พวกพญานาคอยู่ ในการปกครองของท้าววิรูปักษ์(ท้าววิรูปักษ์เป็นหนึ่งในท้าวมหาราชทั้ง 4 ที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา)



ท้าวมหาราช

รูปท้าวมหาราชทั้ง ๔ วัดท่าซุง ต.น้ำซึม จ.อุทัยธานี
ท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
-ท้าวธตรฐมหาราช ทำหน้าที่ปกครองคนธรรพ์
-ท้าววิรุฬหก ปกครองกุมภัณฑ์
-ท้าววิรูปักษ์มหาราช ปกครองเหล่านาคทั้งหลาย
-ท้าวเวสสุวรรณมหาราช ปกครองยักษ์


ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก เหตุที่มาเกิดเป็นพญานาคเพราะทำบุญเจือด้วยราคะ
หรือมีจิตผูกพันธ์กับแม่น้ำและพญานาค หรืออธิฐานจิตขอเกิดเป็นพญานาค หรือมีวิบากกรรมต้องมาเกิดเป็นพญานาค
(ถึงแม้ทำบุญมามากแค่ไหนพอที่จะไปเกิดสวรรค์ชั้นสูง ๆ กว่านี้ได้ แต่ถ้ามีจิตผูกพันธ์ ยึดติดกับอะไรตายไปก็จะไปตรงนั้น)
ดังนั้นควรยึดถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสูงสุดเพราะเป็นสรณะอันประเสริฐที่สุดเพียงหนึ่งเดียว

ทรงเป็นพลังแห่งแผ่นดิน ทรงพระเจริญ !!!!


ทีฆายุโก   โหตุ  มหาราชา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า ศิษย์สุวรรณโคมคำ

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขอเชิญไหว้บรรพครูบูรพาจารย์สุวรรณโคมคำ







                       
    http://www.komcome.com/
     คลิ๊กรายระเอียด

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กฐิน วัดตลิ่งชัน สุโขทัย วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555



กฐิน (บาลี: กฐิน, เขมร: បុណ្យកឋិន, อังกฤษ: Kathina) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด1 ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาทการได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐินด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน
กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน

 ความหมายและความสำคัญของการถวายกฐิน
 ความหมายของกฐิน
กฐิน เป็นศัพท์บาลี แปลตามศัพท์ว่าไม้สะดึง คือ "กรอบไม้" หรือ "ไม้แบบ" สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า ผ้ากฐิน (ผ้าเย็บจากไม้แบบ)

กฐิน อาจจำแนกตามความหมายเพื่อความเข้าใจง่ายได้ดังนี้
กฐิน เป็นชื่อของกรอบไม้แม่แบบ (สะดึง) สำหรับทำจีวร ดังกล่าวข้างต้น 
กฐิน เป็นชื่อของผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน (โดยได้มาจากการใช้ไม้แม่แบบขึงเย็บ) 
กฐิน เป็นชื่อของงานบุญประเพณีถวายผ้าไตรจีวรแก่พระสงฆืเพื่อกรานกฐิน 
กฐิน เป็นชื่อของสังฆกรรมการกรานกฐินของพระสงฆ์
ความสำคัญพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่น
การถวายกฐินนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งทำให้การถวายกฐินมีความความพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่นดังนี้จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้ จำกัดเวลา คือกฐินเป็นกาลทานอย่างหนึ่ง (ตามพระบรมพุทธานุญาต) ดังนั้นจึงจำกัดเวลาว่าต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษา เป็นต้นไปจำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐินจำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่พระวินัยกำหนดไว้จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1ครั้งเท่านั้น เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเองนับเป็นพระประสงค์โดยตรง 
ความเป็นมาของกฐิน
ภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝนยังตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถรับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือไปไหนไม่ต้องบอกลา ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน2 ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงกันฉันภัตตาหารได้) 3 เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ 
จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว 
การถือปฏิบัติประเพณีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลกฐินในประเทศไทย 
สำเนาศิลาจารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช)การถือปฏิบัติประเพณีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลกฐินในประเทศไทย สันนิษฐานว่าเริ่มมีมาแต่แรกที่รับพระพุทธศาสนาเถรวาทเข้ามาในดินแดนประเทศไทย ซึ่งอาจมีปฏิบัติประเพณีนี้มาตั้งแต่สมัยทวาราวดี แต่มาปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าชาวไทยได้ถือปฏิบัติในการบำเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษาในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราช
 ... คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มันโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทังชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทังสิ้นทังหลายทังผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อโอกพรรษากรานกฐินเดือนณื่งจี่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐิน โอยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตกฐินเถิงอไรญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อไรญิกพู้นเท้าหัวลาน ดมบังคมกลองด้วยเสียงพาทย์เสียงพีณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก ...  
คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ในศิลาจารึกดังกล่าว ปรากฏทั้งคำว่า กรานกฐิน, บริวารกฐิน (บริพานกฐิน), สวดญัตติกฐิน (สูดญัตกฐิน) ซึ่งคำดังกล่าวก็ยังคงใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า เทศกาลทอดกฐินมีคู่กับสังคมไทยทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนมาช้านาน ดังปรากฏว่าชาวพุทธในประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินที่จัดในวัดต่าง ๆ มาก โดยถือว่าเป็นงานบุญสำคัญที่สุดงานหนึ่งในรอบปี บางวัดที่มีผู้ศรัทธามาก อาจมีผู้จองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้ายาวเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศไทยที่ได้ร่วมใจกันสืบทอดประเพณีนี้มาจนปัจจุบัน
ชนิดของกฐินในประเทศไทย
ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้เป็นสองคือ
 จุลกฐิน
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า "ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน" ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า "กฐินแล่น" (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้ารับสั่งในคณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้แล้ว โดยในครั้งนั้นเป็นงานใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวรด้วย โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้ด้วยสาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ (เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย) ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี
มหากฐิน
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก





กฐินหลวงกฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)
กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น
กฐินต้น
กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์
 กฐินพระราชทาน
กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกบินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)
กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐินสามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย
 คำถวายผ้ากฐิน
 คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบเก่า
ตั้งนะโมสามจบ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ) 
กล่าวคำถวายผ้ากฐิน อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินวีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม ทุติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม ตติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม 
สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ หิตาย สุขาย กล่าวคำแปล 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สอง ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สาม ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญฯ
คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบใหม่
ตั้งนะโมสามจบ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ) 
กล่าวคำถวายผ้ากฐิน อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม, สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ, อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ, ปฏิคฺคณฺหาตุ, ปฏิคฺคเหตฺวา จ, อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ, อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย 
กล่าวคำแปล 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ.

ขอเชิญทุกท่านร่วมอนุโมทนาทุกท่าน ครับ
อ้างอิงจาก www วิกิพีเดีย

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More